'ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์' เข้าให้การเพิ่มเติมต่ออัยการศูนย์ ศป.ทส. ครั้งที่ 2

'ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์' เข้าให้การเพิ่มเติมต่ออัยการศูนย์ ศป.ทส. ครั้งที่ 2

‘ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์’ เข้าให้การเพิ่มเติมต่ออัยการศูนย์ ศป.ทส. ครั้งที่ 2 อัยการย้ำทำสืบสวนสอบสวนกรณีอุ้มหาย ‘สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์’ อย่างเต็มที่

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ (แฟ้มภาพ)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2567 ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย แซ่ด่านหรือด่านวัฒนานุสรณ์ พร้อมทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เดินทางไปยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย (ศป.ทส.) ณ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้การเพิ่มเติมกรณีการบังคับสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ให้สูญหาย เป็นครั้งที่สอง โดยในนัดนี้ปราณีได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงรายละเอียดที่ได้ทราบจากผู้ลี้ภัยในประเทศลาวช่วง 3-4 วันหลังจากที่ไม่มีใครติดต่อสุรชัยได้และไม่พบสุรชัยที่บ้านพักอีกเลย ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ลาวให้ข้อมูลยืนยันว่าสุรชัยยังอยู่สบายดี แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ลาวคนเดิมกลับบอกว่าไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของสุรชัยเลย นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ข้อมูลด้วยว่าผู้ลี้ภัยซึ่งมีที่พักอาศัยอยู่ใกล้บ้านพักของสุรชัยเห็นเหตุการณ์ที่สุรชัยฯ ถูกนำตัวออกจากบ้านพัก หลังจากนั้นก็ไม่พบสุรชัยที่บ้านพักอีกเลย และปราณีฯได้ยื่นหลักฐานเป็นภาพถ่ายบ้านพักและสิ่งของเครื่องใช้ของสุรชัยฯ ขณะลี้ภัยอยู่ที่ประเทศลาว ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่เคยปรากฏอยู่ตามสื่อแล้ว พร้อมกับหนังสือคำสั่งศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชสั่งให้สุรชัยฯ เป็นคนสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เป็นเอกสารนำส่งเพิ่มเติม

นัดสอบคำให้การเพิ่มเติมในวันดังกล่าวเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. โดยในนัดดังกล่าว ปราณีฯ และทนายความได้รับแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการสอบสวนกรณีสุรชัยฯ จากพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานให้มากพอที่จะสืบค้นไปยังตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์บังคับให้สุรชัยฯ สูญหาย รวมถึงได้ส่งหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ปราณีฯ ได้เคยไปร้องทุกข์ไว้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสอบสวนคดี โดยรอหนังสือตอบกลับจากแต่ละหน่วยงานอยู่ เช่น จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น  พนักงานอัยการได้เน้นย้ำว่าได้ติดตามการดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีการตั้งคณะกรรมการของพนักงานอัยการเพื่อติดตามคดีดังกล่าว ทั้งนี้พนักงานอัยการได้แนะนำให้ปราณีฯ ยื่นขอค่าเยียวยาตาม พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหายอีกด้วย เช่น สามารถนำคำสั่งสาบสูญของสุรชัยฯ ไปใช้ประกอบในการขอเยียวยา

ก่อนหน้านี้ปราณีฯ ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีการบังคับให้สูญหายนายสุรชัยฯ ที่ศูนย์ศป.ทส. เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาความคืบของการสอบสวนที่ปราณีฯทราบมีเพียงการนัดปราณีฯเข้าให้การเพิ่มเติมเมื่อวันที่3 พ.ค. 2566 ก่อนที่จะไม่ทราบความคืบหน้าใดๆ อีก จนกระทั่งพนักงานอัยการได้นัดสอบคำให้การเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นครั้งที่สอง ตามนัดในวันนี้

คดีนี้สืบเนื่องจากสุรชัยฯ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศลาวในช่วงรัฐประหารปี 2557 ก่อนสูญหายไปพร้อมผู้ติดตามอีก 2 คนคือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ (สหายภูชนะ) และไกรเดช ลือเลิศ (สหายกาสะลอง) เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2561 ไม่มีใครสามารถติดต่อทั้งสามคนได้อีกเลย จนกระทั่งวันที่ 27 ธ.ค. 2561 เวลาเช้า มีคนพบศพสหายภูชนะและพบสหายกาสะลอง ในวันที่ 29 ธ.ค. 2561 ถูกฆ่าและกระทำอย่างทารุณ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ลอยแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งที่จังหวัดนครพนม และมีร่างที่สงสัยว่าจะเป็นศพของสุรชัย ซึ่งพบในแม่น้ำโขงบริเวณบ้านท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แต่ต่อมาหายไปและปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการสอบสวนและค้นหาความจริง ภายใต้ พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหาย จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้อย่างเป็นจริง

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก : ทวิตเตอร์ : LINE ไอดี = @prachatai



แหล่งที่มา

Share:
Scroll to Top